ดังนั้นการรู้เท่าทันโรคมะเร็งตับจึงจำเป็น
ทั้งในการป้องกันไม่ให้เกิดโรค สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
หรือรักษาอย่างถูกวิธี ในกรณี
ที่โรคเป็นมากเพื่อยืดชีวิตผู้ป่วย
ลดความทุกข์ทรมานจากโรคและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
การรักษามะเร็งตับยังทำได้ยาก
แม้แต่ผู้ป่วยมะเร็งตับที่รักษาด้วยการผ่าตัดก้อนมะเร็งตับออกได้หมด
ยังมีความเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำของโรคได้สูงถึงร้อยละ 50
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงมีการศึกษาวิจัยพัฒนา
ค้นหาวิธีการรักษาโรคมะเร็งตับที่มีประสิทธิภาพ จนในที่สุดปัจจุบันนี้
สามารถค้นพบยาที่จัดเป็นนวัตกรรมใหม่ในการรักษามะเร็งตับ
เป็นยารักษาตามเป้าหมาย
ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเส้นเลือดที่มาเลี้ยงก้อนมะเร็งตับและยับยั้งยีนก่อ
มะเร็งราฟ มีผลทำให้การรักษาโรคมะเร็งดีขึ้น
สาเหตุ
ตับของมนุษย์อยู่บริเวณท้องส่วนบนด้านขวา
มีขนาดใหญ่เป็นรูปสามเหลี่ยมมีสีแดงเข้มเนื่องจากมีเลือดไหลผ่านจำนวนมาก
มีกำลังสำรองมาก ดังนั้นกว่าตับจะเสื่อมเสียหน้าที่การทำงาน และ
กว่าจะตรวจพบได้ชัดเจน ตับต้องถูกทำลายไปมากกว่าร้อยละ 70
แต่ถ้าตับเสื่อมอยู่เดิม เช่น มีภาวะตับแข็งอยู่ก็อาจเสื่อมเร็วขึ้น
ภายหลังมะเร็งลุกลามทำลายเนื้อตับ
มะเร็งตับมีสาเหตุชัดเจน สามารถป้องกันได้หากรู้เท่าทันโรค สาเหตุที่สำคัญของการเกิดโรคตับมีดังนี้
1. ไวรัสตับอักเสบชนิดบี พบถึงร้อยละ 80
ของมะเร็งตับในประเทศไทย ติดต่อได้ 3 ทางคือ
การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี
ถ่ายทอดทางเลือด เช่น ได้รับเลือดจากผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบชนิดบี
หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ติดต่อจากแม่ไปลูก
แม่ที่ตั้งครรภ์และเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบชนิดบี อาจถ่ายทอดไปสู่ลูกได้
การศึกษาในประเทศไต้หวันพบว่าผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี
มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับมากกว่าคนปกติถึง 200 เท่าทีเดียว
2. ไวรัสตับอักเสบชนิดซี
พบว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งตับที่พบบ่อยในยุโรป
ในประเทศไทยพบน้อยมีการติดต่อคล้ายกับไวรัสตับอักเสบชนิดบี
แต่พบว่าติดต่อทางการให้เลือดมากกว่า
3. สารอะฟลาท๊อกซิน
เป็นสารที่สร้างจากเชื้อราบางชนิด เช่น เชื้อรา แอสเปอจีรัสฟลาวุส
(aspergillus flavus) ที่ปนเปื้อนในอาหารที่เก็บไม่ถูกต้อง เช่น ถั่วลิสง
ข้าวโพด และยังพบได้ในข้าวกล้องหรือแม้แต่พริกแห้งอีกด้วย
จัดเป็นสารก่อมะเร็ง
โดยจะจับกับดีเอนเอของเซลล์ตับทำให้เกิดการกลายพันธุ์จนเกิดโรคมะเร็งตับใน
ที่สุด ถ้ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีอยู่แล้ว
ไวรัสจะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของตับ
เป็นระยะตั้งต้นของขบวนการเกิดโรคมะเร็ง
ส่วนสารอะฟลาท๊อกซินเป็นปัจจัยเสริมทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
ตับสูงขึ้น
4. แอลกอฮอล์ การดื่มเหล้า เบียร์
หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ
จะทำให้ตับเสื่อมเร็วขึ้นเกิดอาการตับแข็งได้
เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ
ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับสูงกว่าผู้ที่ไม่
ดื่มแอลกอฮอล์
5. ตับแข็ง โรคนี้เกิดขึ้นจากสาเหตุต่าง ๆ
หลายประการ ผู้ป่วยบางรายเกิดภาวะตับแข็งโดยไม่ทราบสาเหตุ
การเกิดภาวะตับแข็งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดโรคมะเร็งตับ
สัญญาณเตือนภัยของมะเร็งตับ
การเป็นมะเร็งที่เนื้อตับมักไม่มีความเจ็บปวด
กว่าผู้ป่วยมะเร็งจะเกิดอาการเจ็บปวดมะเร็งต้องลุกลามมากถึงผิวที่หุ้มตับ
แล้วเท่านั้น หรือก้อนต้องมีขนาดใหญ่มาก
ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเกิดอาการไม่สบายที่ตรวจพบได้ ผู้ป่วยจึงมาพบแพทย์
และสุดท้ายมักพบว่าโรคเป็นมากแล้ว ทำให้ผลการรักษาไม่ดี
อาการของโรคมะเร็งตับมีหลายแบบโดยอาจแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะดังนี้
1. อาการเฉพาะที่
เป็นอาการที่เกิดจากก้อนมะเร็งตับมีขนาดใหญ่เบียดเนื้อเยื่อปกติหรืออวัยวะ
ใกล้เคียง คลำได้เป็นก้อนที่ช่องท้องส่วนบนขวาของร่างกาย
เกิดอาการจุกแน่นบริเวณท้องด้านขวาบน ไม่สบายท้อง ท้องอืดแน่น หรือปวดท้อง
ถ้ามะเร็งลุกลามไปถึงเยื่อบุตับ หากมะเร็งทำลายเนื้อตับมากกว่าร้อยละ 70
จะเกิดอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต มีน้ำในช่องท้อง
เส้นเลือดขอดบริเวณหน้าท้อง
2. อาการจากการลุกลามแพร่กระจายโรค มะเร็งตับอาจแพร่กระจายไปที่ปอดทำให้เกิดเกิดอาการหอบเหนื่อย หรือลุกลามเข้ากระดูกเกิดอาการปวดกระดูก แต่ผู้ป่วยส่วนมากมักเสียชีวิตไปก่อนที่โรคแพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกาย
3. อาการจากพิษของมะเร็ง มะเร็งตับอาจปล่อยสารพิษออกมามากทำให้เกิดอาการต่าง ๆ หลายประการ ได้แก่ มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผอมลง เป็นต้น
ชนิดของมะเร็งตับ
เราอาจแบ่งมะเร็งตับออกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ 3 ชนิด คือ
1. มะเร็งตับที่เกิดจากเซลล์มะเร็งตับ เรียกว่า มะเร็งตับ
(hepatocellular carcinoma) พบมากที่สุดมากกว่าร้อยละ 80
ของมะเร็งตับทั้งหมด
2. มะเร็งท่อน้ำดี
พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดจากพยาธิใบไม้ในตับ
คนที่รับประทานปลาดิบที่มีพยาธิใบไม้ในตับ
จะเกิดการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ และกลายเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในที่สุด
3. มะเร็งตับชนิดอื่นๆ เช่น
มะเร็งน้ำเหลือง (lymphoma) ที่เกิดในตับ มะเร็งเส้นเลือดของตับ
(angiosarcoma) หรือมะเร็งที่แพร่กระจายจากอวัยวะอื่น ๆ เข้าตับ เช่น
มะเร็งลำไส้ใหญ่แพร่กระจายเข้าตับเป็นต้น
ภาวะที่พบร่วมกับมะเร็งตับ
เนื่องจากมะเร็งตับส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสตับ
อักเสบชนิดบีหรือซี
จึงพบอาการและผลข้างเคียงจากภาวะตับเสื่อมหรือตับแข็งร่วมด้วย ได้แก่
เส้นเลือดขอดในหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหารโป่งพอง อาเจียนเป็นเลือด ม้ามโต
ท้องมาน คือ การมีน้ำในช่องท้องจากภาวะตับแข็ง
เส้นเลือดขอดที่หน้าท้องซึ่งเป็นผลมาจากความดันของเส้นเลือดในตับสูงมากจาก
ภาวะตับแข็ง บางครั้งที่ม้ามโตอาจทำลายเม็ดเลือด
ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ เกร็ดเลือดต่ำ โลหิตจาง
นอกจากนั้นการที่ตับเสื่อม ซึ่งเป็นผลจากปัจจัย 3 ประการ คือ มะเร็งตับ
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และภาวะตับแข็ง
อาจทำให้ระบบแข็งตัวของเลือดในร่างกายเสียไป
เพราะตับทำหน้าที่สร้างปัจจัยแข็งตัวของเลือด
ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะเลือดออกง่าย
ฮอร์โมนเพศหญิงอาจเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งตับจากภาวะตับเสื่อมหรือตับแข็ง
ทำให้ผู้ป่วยชายที่เป็นมะเร็งตับอาจมีเต้านมโตขึ้นคล้ายนมผู้หญิง
(gynecomastia)
การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ
เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับจาก
การมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค หรือมีอาการแสดงของโรค
จำเป็นต้องมีการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคมะเร็งตับซึ่งมีวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายโดยแพทย์
2.
การเจาะเลือดตรวจระดับดัชนีมะเร็งตับที่เรียกว่า อัลฟ่าฟีโตโปรตีน (AFP :
alpha-fetoprotein) ถ้ามีระดับในเลือดสูงอาจเป็นโรคมะเร็งตับได้
การตรวจไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี
ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ
โดยตรวจได้ทั้งแอนติเจนและแอนติบอดี้ของไวรัส
และการตรวจดีเอนเอหรืออาร์เอ็นเอของตัวเชื้อไวรัสเอง
การตรวจเลือดดูการทำงานของตับและเม็ดเลือด
3.
การตรวจทางรังสีวินิจฉัย
การตรวจด้วยวิธีเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอ็กซเรย์สนามแม่เหล็กที่เรียกว่า
เอ็มอาร์ไอ (MRI : Magnetic Resonance Imaging)
ให้ผลการตรวจที่แม่นยำและจำเพาะดีกว่าการตรวจด้วยอัลตราซาวด์
4. การเจาะตับตรวจทางพยาธิวิทยา เป็นการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอนแต่อาจมีผลข้างเคียงของการตกเลือด หรือการติดเชื้อ ภายหลังการเจาะได้
5.
การส่องกล้องตรวจ นิยมใช้ตรวจแผลหรือเส้นเลือดในกระเพาะ
ซึ่งเป็นผลแทรกซ้อนจากภาวะตับแข็ง หรือส่องกล้องตรวจท่อน้ำดี
ในกรณีที่สงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี
การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับ
ผู้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ
เช่น เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือซี ตับแข็ง
ควรตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับด้วยการเจาะเลือดตรวจระดับค่าอัลฟ่าฟีโตโปรตีน
และตรวจอัลตราซาวด์ตับทุก 6 เดือน ตลอดชีวิต
เพื่อตรวจค้นหาโรคมะเร็งตับระยะเริ่มต้นที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการ
ผ่าตัด
ระยะของโรคมะเร็งตับ
ภายหลังการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ
สิ่งสำคัญเป็นอันดับต่อมา คือ การดูระยะของโรค
เพื่อที่แพทย์จะได้วางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ตามแต่ระยะของโรค
ระยะของโรคสามารถดูได้จากขนาดของเนื้องอก
และการกระจายของเนื้องอกไปตามเส้นเลือด หรือระบบน้ำเหลือง
• ระยะที่ 1 (Tumor Stage 1 ) คือเนื้องอกมีเพียงก้อนเดียว และมีขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร ไม่มีการลุกลามเข้าสู่เส้นเลือด
• ระยะที่ 2 (Tumor Stage 2)
คือเนื้องอกมีเพียงก้อนเดียว มีขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร
แต่มีการลุกลามเข้าสู่เส้นเลือด หรือมีเนื้องอกหลายก้อน
แต่ละก้อนมีขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร ซึ่งอยู่เฉพาะตับซ้ายหรือตับขวา
อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น หรือเนื้องอกมีเพียงก้อนเดียว แต่มีขนาดมากกว่า 2
เซนติเมตร แต่ไม่มีการลุกลามเข้าสู่เส้นเลือด
• ระยะที่ 3 (Tumor Stage 3) คือเนื้องอกมีเพียงก้อนเดียว มีขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร และมีการลุกลามเข้าสู่เส้นเลือด
• ระยะที่ 4A (Tumor Stage 4A) คือ มีเนื้องอกหลายก้อนอยู่ทั้ง 2 ข้างของตับ หรือมีการกระจายเข้าสู่เส้นเลือดดำใหญ่
• ระยะที่ 4B (Tumor Stage 4B) คือเนื้องอกกระจายไปสู่อวัยวะอื่นแล้ว
การรักษาโรคมะเร็งตับ
การรักษาโรคมะเร็งตับขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น และหน้าที่ของตับในขณะนั้น ซึ่งมีวิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1.
การผ่าตัดก้อนมะเร็งออก ทำได้ในกรณีที่มะเร็งตับมีขนาดเล็กผ่าตัดออกได้หมด
โรคยังไม่แพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลืองหรือส่วนอื่นของร่างกาย
ถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดเพราะสามารถหายขาดได้ แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นซ้ำหลังการผ่าตัดซึ่งอาจสูงถึงร้อยละ 50
2. การผ่าตัดเปลี่ยนตับ ในกรณีที่ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็ก ไม่แพร่กระจายออกไปนอกตับ แต่มีภาวะตับแข็ง ตับเสื่อมมาก อาจพิจารณาผ่า
ตัดเปลี่ยนตับ
แต่ผลการรักษายังไม่ดีเท่าที่ควร และหาผู้บริจาคตับได้ลำบาก
บางครั้งต้องรอตับที่บริจาคนานมาก จนกว่าจะทำการผ่าตัดโรคก็กำเริบไปแล้ว
3.
การจี้ด้วยคลื่นความถี่สูง (Radiofrequency ablation)
การจี้ก้อนมะเร็งตับด้วยคลื่นความถี่สูง
จะเกิดพลังความร้อนทำลายก้อนมะเร็งตับที่ขนาดเล็กได้
4.
การฉีดแอลกอฮอล์เข้าก้อนมะเร็งตับ ในกรณีที่ก้อนมะเร็งตับมีขนาดเล็ก เช่น
ไม่เกิน 3 เซนติเมตรก้อนเดียว
อาจใช้เข็มฉีดยาฉีดแอลกอฮอล์ผ่านทางผิวหนังเข้าสู่ก้อนมะเร็งโดยตรง
5.
การฉีดยาเคมีบำบัดและสารอุดเส้นเลือดตับที่เลี้ยงก้อนมะเร็งตับ
(transarterial chemoembolization)
อาศัยหลักการที่ก้อนมะเร็งตับเลี้ยงด้วยสารเส้นเลือดแดงของตับ (hepatic
artery) ส่วนตับปกติเลี้ยงด้วยเส้นเลือดดำของตับ (hepatic vein)
ดังนั้นการฉีดยาเคมีบำบัดและสารไปอุดเส้นเลือดแดงของตับโดยตรง
จะทำลายก้อนมะเร็งตับโดยมีผลน้อยต่อตับปกติ
วิธีนี้นิยมใช้รักษามะเร็งเฉพาะที่ ในกรณีที่ผ่าตัดก้อนมะเร็งตับไม่ได้
6.
การฉายแสงที่ก้อนมะเร็ง เป็นการรักษาแบบประคับประคอง
ลดอาการเจ็บปวดจากก้อนมะเร็งตับ โดยการฉายแสงรังสีที่ตับโดยตรง
แต่มีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งตับด้วยรังสีรักษาระดับสูงไป
ที่ก้อนมะเร็งตับโดยตรง อาจใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด
7.
การรักษาโรคมะเร็งตับด้วยยา ข้อบ่งชี้ของการรักษาโรคมะเร็งตับด้วยยา คือ
มะเร็งตับระยะแพร่กระจาย หรือมะเร็งตับที่โรคเป็นมาก ผ่าตัดไม่ได้
เป็นการรักษาเพื่อลดอาการและยืดชีวิตของผู้ป่วย จากการศึกษากว่า 30 ปี
พบว่ายาเคมีไม่สามารถยืดชีวิตผู้ป่วยมะเร็งตับได้
แต่เมื่อไม่นานมากนี้พบว่า ยารักษาตามเป้าหมาย (targeted therapy)
ออกฤทธิ์ยับยับเส้นเลือดที่มาเลี้ยงก้อนมะเร็งและยับยั้งยีนมะเร็งชื่อราฟ
(Raf oncogene) สามารถลดการลุกลามของโรค และยืดชีวิตผู้ป่วยมะเร็งตับได้
ใช้ได้สะดวก เพราะเป็นยาเม็ดรับประทาน มีผลข้างเคียงที่พบได้ เช่น ท้องร่วง
มือเท้า เจ็บ ลอก (hand foot syndrome)
ถึง
แม้เราจะทราบกลไกและสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งตับ
แต่การรักษาโรคมะเร็งตับยังไม่มีการรักษาที่ได้ผลดีเมื่อเปรียบเทียบกับ
มะเร็งชนิดอื่น ดังนั้น
การป้องกันและการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น
การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดบีตั้งแต่เกิด
การเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับ
และการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
จึงมีความสำคัญในการลดอัตราการตายจากโรคมะเร็งตับในคนไทย
และเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ
ควรได้รับการรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องมีประสิทธิภาพ
เพื่อหวังผลหายขาดหรือยืดชีวิตของผู้ป่วยและเพิ่มคุณภาพชีวิต
รวมทั้งการป้องกันผลแทรกซ้อนของภาวะที่พบร่วมกัน
จึงจะได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด
ขอขอบคุณบทความจาก http://www.siamca.com/
